มีสาระ ดอท คอม

Feed on
Posts
Comments

กินแบบไหน ได้แบบนั้น

กินแบบไหน ได้แบบนั้น

‘การไม่มีโรค เป็น ลาภอันประเสริฐ’ ดูจะเป็นคำกล่าวที่ตอกย้ำให้หันมาใส่ใจสุขภาพตนเอง ยิ่งได้ทำตาม ‘โภชนบัญญัติ 9 ข้อ’ ดูแลอาหารการกินที่เป็นเรื่องใกล้ตัว รับรองคุณจะมีสุขภาพกายที่แข็งแรง ส่งผลให้สุขภาพจิตสดใส และดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข

เริ่มกันที่กินอาหารครบ 5 หมู่ – หลากหลาย – ควบคุมน้ำหนัก หลายคนรู้ แต่อาจจะลืมเลือน อาหารทั้ง 5 หมู่มีเนื้อ นม ไข่ เป็นโปรตีนให้ร่างกายเจริญเติบโต และซ่อมแซมการสึกหรอ ข้าว แป้ง น้ำตาล ให้คาร์โบไฮเดรต เติมพลังงานแก่ร่างกาย พืชผัก เพิ่มวิตามิน เกลือแร่ ให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ ต้านทานโรค กากใยจากพืช ช่วยในการขับถ่าย ผลไม้ จะให้วิตามินและเกลือแร่ เช่นเดียวกับพืชผัก และไขมัน น้ำมัน ทั้งจากพืช และสัตว์ ให้พลังงานที่จะสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยสร้างความอบอุ่น

นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบหมู่ ก็ยังต้องหลากหลายไม่จำเจ ในปริมาณที่เหมาะสม หมั่นชั่งน้ำหนักอย่าให้อ้วนหรือผอมจนเกินไป

ตามด้วยเรื่องของอาหารหลักคนไทย ยังไงก็ต้อง ‘ข้าว’ เพราะ ข้าว อุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ หากรับประทานมากเกินไป คาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมัน เกาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ ‘อ้วน’

ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ มีฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ไนอาซิน วิตามินบี 1 และใยอาหารสูงกว่าข้าวขาวถึง 3 เท่า ดังนั้น จะทำให้อิ่มท้องได้นานกว่า เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

ส่วน รำข้าว เป็นธัญพืชที่มีใยอาหาร ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ แต่ควรเลือกรำข้าวแบบสำเร็จรูป เพราะปริมาณเส้นใยจะเหมาะสมกับการบริโภค

อย่าละเลยผัก ผลไม้  เพราะผลไม้ส่วนใหญ่ให้น้ำตาลน้อยกว่าอาหารจำพวกแป้ง ให้พลังงานต่ำ ไม่ทำให้อ้วน ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย ช่วยในการขับถ่าย เพราะมีใยอาหาร นำคอเลสเตอรอล สารพิษที่ก่อมะเร็งออกจากร่างกาย ควรเลี่ยง ผลไม้รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ละมุด เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง

ส่วนผัก มักจะประกอบด้วยสารแคโรทีนอยด์ และยังมีสารชนิดอื่นๆ ที่ต่างกันไปตามสีของผัก ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และต้อกระจก ใน 1 วัน ควรรับประทานผักให้ได้ 4-5 ทัพพี แบบดิบจะดีกว่าสุก

เน้นปลา อย่าลืมไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง งดเนื้อสัตว์ติดมัน ปลา เป็นเนื้อที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ มีทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม(มีมากในปลาตัวเล็ก) และไอโอดีน ปลาบางชนิดยังมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ เช่น โอเมกา-3 โอเมกา-6 การรับประทานปลา ดีต่อกระดูก ฟัน และความจำ

ไข่ นอกจากให้โปรตีน ยังมีวิตามัน บี 12 สำหรับเด็กควรรับประทานวันละ 1 ฟอง ผู้ใหญ่ที่แข็งแรงรับประทานได้ 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ใหญ่ที่ต้องควบคุมคอเลสเตอรอล ไม่ควรรับประทานเกิน 1-2 ฟองต่อสัปดาห์

ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว นมถั่วเหลือง มีสารอาหารเช่นเดียวกับเนื้อสัตว์

ทุกเพศทุกวัยต้องดื่มนมให้เหมาะ  นม อุดมไปด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน น้ำตาลแล็กโทส วิตามิน บี1 บี2 บี6 บี12 และสังกะสี ทำให้ฟันและกระดูกแข็งแรง ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี เนื้อเยื่อทำงานเป็นปกติ

ในแต่ละวันทุกคนควรดื่มนม 1-2 แก้ว พร้อมกับการออกกำลังกาย ผู้ใหญ่ควรดื่ม 600 มล. (3 แก้ว) แม่ที่ให้นมลูก ต้องการมากถึง 1,200 มล. (1 ลิตร) และเด็กวัยรุ่นให้ดื่ม 600-1,200 มล. (3 แก้ว-1 ลิตร)

นมเปรี้ยว ควรเลือกที่เนื้อนมสูง เพราะให้สารอาหารพอๆ กับนมสด สำหรับโยเกิร์ต มีจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก เมื่อรับประทานโยเกิร์ตเข้าไป จะช่วยเพิ่มแบคทีเรียที่ช่วยในการขับถ่าย ไม่ทำให้ท้องผูก และป้องกันมะเร็ง

เลือกไขมันที่ให้ประโยชน์  เพราะให้พลังงาน ให้ความอบอุ่น ช่วยให้ร่างกายดูดซับวิตามิน ไขมันนั้นมี 2 แบบ คือ กรดไขมันอิ่มตัว ที่มีในเนย น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ซึ่งมีคอเลสเตอรอลสูง เป็นอันตรายต่อรายกาย ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันในเส้นเลือด และอีกแบบคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ไขมันจากปลา น้ำมันพืชบางชนิด กรดไขมันบางชนิดช่วยยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ เช่น โอเมกา-3 ที่มีในปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน

พยายามเลี่ยงอาหารรสชาติเค็ม หวานแบบจัดจ้าน  ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเกิน 4 ช้อนโต๊ะ และเกลือเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิต หัวใจ ไต ยังมีผลทางการแพทย์ ยืนยันว่า การรับปริมาณน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้เด็กสมาธิสั้น และมีพฤติกรรมก้าวร้าว

เลือกรับประทานของสะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน  เบื้องต้นอาจดูได้จากสุขลักษณะของร้านค้า เพราะความไม่สะอาดและการปนเปื้อน ไม่ใช่แค่เพียงเชื้อโรค แต่ยังมี พยาธิ สารพิษ จึงควรยึดหลัก สด สะอาด มีประโยชน์ ปลอดภัย ราคาไม่แพง

และสุดท้าย งด หรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เนื่องจากเป็นสาเหตุของโรคร้ายที่จะเข้ามาคุกคามสุขภาพ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ตับแข็ง มะเร็งปาก หลอดอาหาร ลำไส้ เต้านม อีกทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดสติ ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ตัวอย่างรายการอาหารเพื่อสุขภาพ มีดังนี้…

วันจันทร์ ข้าวสวยกล้อง, ยำปลาทู, จับฉ่ายผักโสภณ, ผัดผักตำลึงไฟแดง, ผลไม้
วันอังคาร ข้าวสวยกล้อง, ปลานึ่งตะไคร้, น้ำพริกมะเขือส้ม, แกงจืด, วุ้นเส้นทรงเครื่อง, ผลไม้
วันพุธ ข้าวสวยกล้อง, สตู, ผัดพริกถั่วฝักยาว, ยำ 3 กรอบ, ผลไม้
วันพฤหัสบดี ข้าวสวยกล้อง, เต้าหู้ผัดผงกะหรี่, โป๊ะแตกเห็ดรวม, ไข่เจียวถั่วรวมมิตร, ผลไม้
วันศุกร์ ก๋วยเตี๋ยวกล้อง, ปลาตุ๋น, ปอเปี๊ยผักสด

หากปฏิบัติตามโภชบัญญัติ 9 ข้อ มีวินัยในการรับประทานอาหาร สุขภาพของคุณก็จะแข็งแรง ทนทานต่อสภาวะที่เต็มไปด้วยมลพิษจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว.

ขอบคุณรายการอาหารสุขภาพจากร้านสุพิชฌา

โดย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Popularity: 4% [?]

ดื่มน้ำ ตอนไหนเวิร์กสุด ๆ ?

ดื่มน้ำ ตอนไหนเวิร์กสุด ๆ ?

38548.jpg

การดื่มน้ำนอกจากจะทําให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสแล้ว ยังทําให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทํางานได้ดีอีกด้วย

ใน 1 วัน ควรดื่มเท่าไหร่ ?

ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะต้องสูญเสียน้ำผ่านทางการหายใจและการขับถ่าย จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นมากที่จะต้องรับน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป
และโดยปกติเราจะเสียน้ำจากการปัสสาวะเฉลี่ยวันละประมาณ 1.5 ลิตร
และอีกเกือบถึง 1 ลิตรสำหรับ การหายใจและเหงื่อ  ซึ่งถ้าคุณดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร (ประมาณ 8 แก้ว) ก็จะช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในส่วนนี้ได้ แต่สําหรับปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ภายใน 1 วัน

เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองแล้ว ถ้าเป็นหนุ่ม ๆ ควรดื่มให้ได้วันละ 3 ลิตร (ประมาณ 13 แก้ว)

ส่วนสาว ๆ วันละ 2.2 ลิตร (ประมาณ 9 แก้ว)


สําหรับสาว ๆ สปอร์ตี้เกิร์ล

จะต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะกว่าคนปกติ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของกิจกรรมที่ทําด้วย ถ้าคุณออกกําลังกายในช่วงสั้น ๆ
ก็ควรจะดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปครั้งละ 1-2 แก้วหลังจากออกกําลังกายแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงยาว ๆ ละก็เพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 แก้วก็ น่าจะเพียงพอแล้ว
 
 
ดื่มตอนไหน เวิร์กสุด ๆ

ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว
(400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ

ตอนสายๆ 2 แก้ว
(เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

ตอนบ่ายๆ 3 แก้ว
(เวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง)

ตอนเย็น 3 แก้ว
(เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)

ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว
เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร และยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

โดย  www.teenee.com

Popularity: 7% [?]

สิ่งที่ควร ปฎิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

38536.jpg

ก่อนการเกิดแผ่นดินไหว 

       1. ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และให้ทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน
       2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
       3. ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น เครื่องดับเพลิง ถุงทราย เป็นต้น
       4. ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า
       5. อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้น หรือหิ้งสูง ๆ เมื่อแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้
       6. ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน
       7. ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมาย ในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกัน เพื่อมารวมกันอีกครั้ง ในภายหลัง
       8. สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว 
 

       ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว

       1. อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติอยู่อย่างสงบ ถ้าท่านอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้าท่านอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกจากบ้าน
       2. ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือมอบอยู่ในส่วนของบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรง ที่สามารถรับน้ำหนัก ได้มาก และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง และหน้าต่าง
       3. หากอยู่ในอาคารสูง ควรตั้งสติให้มั่น และรีบออกจากอาคารโดยเร็ว หนีให้ห่างจากสิ่งที่จะล้มทับได้
       4. ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้า และสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ ที่ปลอดภัยภายนอกคือที่โล่งแจ้ง
       5. อย่าใช้ เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดเปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วอยู่บริเวณนั้น
       6. ถ้าท่านกำลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด
       7. ห้ามใช้ลิฟท์โดยเด็ดขาดขณะเกิดแผ่นดินไหว
       8. หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง

       หลังเกิดแผ่นดินไหว
 
       1. ควรตรวจตัวเองและคนข้างเคียงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ให้ทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน
       2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาคารอาจพังทลายได้
       3. ใส่รองเท้าหุ้มส้นเสมอ เพราะอาจมีเศษแก้ว หรือวัสดุแหลมคมอื่น ๆ และสิ่งหักพังแทง
       4. ตรวจสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ อย่าจุดไม้ขีดไฟหรือก่อไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
       5. ตรวจสอบว่า แก๊สรั่ว ด้วยการดมกลิ่นเท่านั้น ถ้าได้กลิ่นให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน
       6. ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวัสดุสายไฟพาดถึง
       7. เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ นอกจากจำเป็นจริง ๆ
       8. สำรวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อน้ำทิ้งก่อนใช้
       9. อย่าเป็นไทยมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง
       10. อย่าแพร่ข่าวลือ

แหล่งข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา

โดย :www.teenee.com

Popularity: 7% [?]

กินบร็อกโคลี่-กะหล่ำสด ลดเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

38295.jpg

ถ้าอยากลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะแล้วล่ะก็ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันรอสเวลพาร์คแคนเซอร์ สหรัฐอเมริกา แนะนำว่า

ต้องกินบร็อกโคลี่หรือกะหล่ำปลีสดอย่างน้อยเดือนละ 3 ครั้ง ถ้าทำตามที่แนะนำแล้วล่ะก็ จะลดความเสี่ยงลงถึง 40%  ดร.จางหยูเช็ง สอบถามผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 275 คน และผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ 825 คน ถึงพฤติกรรมการกินผักตระกูลครูซิเฟอรัส ซึ่งเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและมีสารไอโซธิโอไซยาเนตส์ หรือสารลดการก่อมะเร็งมาก อย่างบร็อกโคลี่และกะหล่ำปลีสด พบว่า ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และกินผักตระกูลนี้อย่างน้อยเดือนละ 3 ครั้งนั้น มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยกว่าผู้ที่สูบบุหรี่และกินบร็อกโคลี่และกะหล่ำปลีเดือนหนึ่งไม่ถึง 3 ครั้งถึง 73%

สำหรับบร็อกโคลี่และกะหล่ำปลีที่เอาไปทำจนสุกนั้น ดร.จาง กล่าวว่า

ไม่ได้ผลในการลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารเท่ากับกินสดๆ เพราะการผ่านความร้อนทำให้ สารไอโซธิโอไซยาเนตส์ลดจำนวนลงถึง 60-90% นอกจากนี้ คณะของดร.จาง ยังทำการทดลองกับหนู โดยทำพันธุวิศกรรมหนูให้พัฒนาเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร จากนั้นจึงให้กินบร็อกโคลี่สดๆ พบว่า หนูกินบร็อกโคลี่สดมากเท่าใด โอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารก็น้อยเท่านั้น

โดย :ฟากฟ้าทะเลฝัน (ทีมงาน TeeNee.Com)

Popularity: 14% [?]

ท่านเห็นมั้ย…ใครอยู่ในรถ

ท่านเห็นมั้ย…ใครอยู่ในรถ

ใครที่ใช้รถเล็กๆราคาถูกๆ แล้วรู้สึกอับอาย เสียหน้า .. เข้ามาดู!!!  

เคยเสียหน้าใช่ไหมหละ ที่รถตัวเอง เป็นรถเล็กๆ ราคาถูกๆ ไม่กี่แสน ระดับต่ำๆ  

อับอาย .. สู้หน้าคนที่ใช้รถราคาแพงๆ หลายล้าน ออปชั่นเพียบไม่ได้
เสียหน้า ที่ตัวเองเป็นหัวหน้า .. ขับรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ  แต่ลูกน้อง ขับเบนซ์คันใหญ่ บีเอ็มคันยักษ์ ฯลฯ  

เลิกคิดน้อยใจได้แล้วครับ…ดูรูปนี่เลยครับ  (โดยเฉพาะคนขับน่ะ)

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ขอจงทรงพระเจริญ

Popularity: 22% [?]

ปวดหลังเรื้อรัง..ไม่ใช่แค่เหตุบังเอิญ

โครงสร้างของกระดูกสันหลัง
 
    กระดูกสันหลังคือกระดูกส่วนที่อยู่ถัดจากกะโหลกศรีษะลงไป โดยเริ่มตั้งแต่กระดูกท้ายทอยไปจนถึงกระดูกก้นกบ ซึ่งประกอบ  ไปด้วยกระดูกกว่า 30 ชิ้น วางเรียงซ้อนๆกัน ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะมีหมอนรองกระดูกไว้คอยรองรับ เพื่อไม่ให้กระดูกแต่ละชิ้นเสียดสีกันในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว นอกจากนี้ก็จะมีเส้นเอ็นที่เปรียบเสมือนเป็นเชือกร้อยยึดกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกเหล่านี้ไว้ให้ติดกัน
    ภายในแกนกลางของกระดูกสันหลังจะเป็นที่อยู่ของไขสันหลังซึ่งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือด และนอกจานี้ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสมองกับอวัยวะส่วนต่างๆทั่วร่างกาย

อาการปวดหลัง อาจเป็นเรื่องใหญ่
 

    เนื่องจากกระดูกสันหลังมีความสำคัญและยังมีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประสาท ฉะนั้นเมื่อเกิดอาการปวดหลังขึ้น โดยอาจจะทราบหรือไม่ทราบสาเหตุก็ตาม หากอาการปวดนั้นเป็นมากและมีทีท่าว่าจะเรื้อรังหรือมีอาการปวดร่วมกับอาการอย่างอื่นด้วย ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ทั้งนี้เพราะอาการปวดดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างที่อยู่เหนือความคาดหมายก็เป็นได้

ลักษณะของอาการปวดที่จำเป็นต้องรีบเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ได้แก่
 
1. อาการปวดหลังร่วมกับแขนขาชาไม่มีแรง
กลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้ ซึ่งลักษณะอาการดังกล่าวเป็นไปได้ว่าไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ ทางที่ดีควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพื่อทำการเอ็กซเรย์ตรวจดูกระดูกสันหลังและหาตำแหน่งที่บาดเจ็บ ผู้ป่วยบางรายเพียงให้นอนพักรักษาตัวก็อาจหายจากอาการดังกล่าวได้ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด
 
2. ปวดหลังบริเวณเอวและมีไข้หนาวสั่น สาเหตุของอาการอาจเกิดจากการติดเชื้ออักเสบของไต เมื่อรักษาไตจนเป็นปกติดีแล้ว อาการปวดดังกล่าวก็จะหายไป

3. ปวดหลังจากยกของหนัก
หรือออกกำลังกายมากเกินไป จนรู้สึกว่าหลังขยับไม่ได้ หรือปวดร้าวไปจนถึงขาข้างใดข้างหนึ่ง อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนเคล็ดไปกดทับเส้นประสาท การรักษาจะต้องให้ผู้ป่วยสวมเสื้อดามหลัง และให้เข้ารับการทำกายภาพบำบัด ส่วนในรายที่อาการหนักมากอาจต้องผ่าตัด

4. ปวดหลังเรื้อรังนานเป็นแรมเดือนและปวดมากขึ้นเรื่อยๆหากเป็นในคนอ้วน
หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโรคไขข้ออักเสบ หรือกระดูกสันหลังสึกกร่อน การรักษาในกรณีนี้แพทย์จะให้ยาแก้ปวดมาทาน ให้รับการทำกายภาพบำบัด สวมเสื้อดามหลัง แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นคนอ้วนมากก็จะต้องให้ลดน้ำหนัก

5. อาการปวดหลังที่เกิดในสตรีมีครรภ์อาจเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง
เช่น ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อยึดกระดูกหย่อนยาน การแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของทารก หรือมดลูกที่โตขึ้นกดทับเส้นประสาททำให้ปวดหลังจนร้าวไปถึงขาได้ ซึ่งหากอาการปวดเป็นมากผิดปกติควรรีบปรึกษาขอคำแนะนำจากแพทย์โดยด่วน
 

ที่มา ผู้หญิงนะคะ.คอม

Popularity: 24% [?]

วันฉัตรมงคล

วันฉัตรมงคล

ความสำคัญ

วันฉัตรมงคล เป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ คือ พระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาอยู่ ณ ทวีปยุโรป จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วจึงได้เสด็จนิวัติในประเทศไทย และรัฐบาลไทยได้น้อมเกล้า ฯ จักพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 เหล่าพสกนิกรชาวไทย ได้ถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคลรำลึก

พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

1. ขั้นเตรียมงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่พิธีตักน้ำ และทำพิธีเสกน้ำ ณ เจดีย์สถานสำคัญจากสถานที่ตักน้ำ ก่อนที่จะส่งเข้ามาทำพิธีต่อไปในพระนคร น้ำที่เสกนี้ใช้สำหรับถวายบสำหรับถวายเป็น น้ำอภิเษก และสรงมุรธาภิเษก โดยมีระเบียบกำหนดให้ ใช้น้ำจากแม่น้ำ 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี มหิ และสรภู ในชมภูทวีป หรือที่เรียกว่า “ปัญจมหานที” แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่ห่างจากชมภูทวีปมาก ไม่สะดวกในการเดินทาง จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำจากแม่น้ำ 18 แห่ง จากภายในพระราชอาณาจักรแทน นอกจากนี้ยังมีพิธีจารึกดวงพระราชสมภพในพระสุพรรณบัฏ และแกะพระราชสัญจกร

2. พิธีเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่ตั้งนำวงด้วย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์

3. พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เริ่มจากสรงมุรธาภิเษก ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้ง 8 กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล และถวายดินแดนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นทรงรับน้ำอภิเษก ขึ้นสู่พระที่นั่งภัทรบิฐพระราชอาสน์องค์ใหม่ พระมหาราชครูเริ่มร่ายเวทย์พิธีพราหณ์เมื่อร่ายเวทย์เสร็จแล้วจึงกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย ถวายเครื่องราชกกุธ คือ เครื่องหมายแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ ไดแก่พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี ฉลองพระบาทเมื่อทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎสวมพระเศียร เจ้าพนักงานจะประโคมดนตรี ทหารยิงปืนใหญ่ พระสงฆ์เคาะระฆัง และสวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร หลังจากนั้นพราหมณ์ถวายพระแสงศาสตราวุธเป็นอันเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

4. พิธีเบื้องปลาย เมื่อเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกแล้ว จะเสด็จออก ณ มหาสมาคม เพื่อให้เหล่าข้าราชการ และประชาชนได้ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมราชาภิเษก และตั้งแต่รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา ได้มีพระราชพิธีประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี นอกจากนั้นเสร็จพระราชดำเนินเพื่อประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภกษัตริยาธิราชเจ้า ในพระบรมมหาราชวัง

5. เสด็จเยี่ยมราษฎร เมื่อทรงเสด็จพระราชพิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินให้ราษฎรได้มีโอกาสชมพระบารมี

การจัดพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันฉัตรมงคลในอดีต

แต่เดิมเป็นงานพิธีเฉลิมฉลองของเจ้าพนักงานในพระราชฐานที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชชูปโภคและพระทวารประตูวัง ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในหกเดือน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า ในอารยประเทศย่อมนับถือว่า วันคล้ายวันบรมราชาบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคลสมัยควรเฉลิมฉลอง จึงทรงริเริ่มวันฉัตรมงคลขึ้นแต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ อธิบายให้ฟังก็ไม่เข้าใจ เผอิญวันบรมราชาภิเษกไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคที่มีแต่เดิม จึงทรงอธิบายว่า ฉัตรมงคลเป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภคทำให้ไม่มีใครติดใจสงสัย

พระบาทสมเด็จรพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเฉลิมฉลองโดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์ ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่พระที่นั่งดิสิมหาปราสาทด้วยเหตุนี้จึงถือว่า การเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคลเริ่มมีในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 วันบรมราชาภิเษกตรงกับเดือน 12 จะโปรดเกล้า ฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 ก็ไม่มีผู้ใหญ่ท่านใดยินยอม จึงทรงแก้ไขด้วยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้มีพระราชทานตรานี้ตรงวันคล้ายบรมราชาภิเษก ท่านผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคลมาตรงกับวันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษา ประเพณีสมโภชเครื่องราชูโภคอยู่ตามเดิม รูปงานวันฉัตรมงคลจึงเป็นดังนี้จนถึงปัจจุบัน

การจัดงานวันฉัตรมงคลในปัจจุบัน

ในขั้นตอนการจัดงานฉัตรมงคลในปัจจุบัน มักกำหนดให้เป็น 3 วัน คือ วันที่ 3 พฤษภาคม มีงานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน คือ พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่พระบรมราชบุพการี ซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ ณ พระที่นั่งอมรินทน์วินิจฉัย ซึ่งในวันนี้ได้เพิ่มพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพลที่จะพระราชทานแก่หน่วยทหารบางหน่วยเข้าไว้ด้วย

ในวันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันเริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล เจ้าพนักงานจะได้อัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นใต้พระมหาปฎเศวตฉัตร พระครูหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล แล้วทรงสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

ในวันที่ 5 ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ทรงบูชาเครื่องกกุธภัณฑ์ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภช พระมหาเศวตฉัตรและราชกกุธภัณฑ์

ตอนเย็นพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าแก่ผู้มีความดีความชอบ แล้วเสด็จนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าที่ปราสาทพระเทพบิดร เป็นเสร็จพระราชพิธี

ในวันฉัตรมงคลสำนักพระราชวังได้เปิดปราสาทหลายแห่งให้ประชาชนได้เข้าชมและถวายบังคม งานพระราชพิธีฉัตรมงคล เป็นเครื่องหมายยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติมาครบรอบปีด้วยดีอีกวาระหนึ่ง และตลอดเวลาที่ผ่านมา พระองค์ได้ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยนับอเนกอนันต์

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ประชาชนชาวไทยจึงได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองเนื่องในวันฉัตรมงคลเป็นประจำทุกปี

และเนื่องในมหามงคลสมัย ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบรอบปี 50 ปีในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2539 ทางราชการจัดงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระอันเป็นมงคลยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://story.thaimail.com/5may/

Popularity: 26% [?]

Next Page »