สาระสุขภาพ

การนอนกรน

October 20, 2011 meesara 1 comment

  เกิดจากเสียงของการสั่นสะเทือนของเพดานอ่อนและลิ้นไก่ ขณะนอนหลับ เนื่องจากมีสภาวะการอุดกั้นทางเดินหายใจ อวัยวะที่อาจเป็นสาเหตุ เช่น     - ผนังกั้นช่องจมูกคด      - เนื้อเยื่อเทอร์บิเนตในช่องจมูกบวมโต      - ต่อมทอนซิล และต่ออะดีนอยด์โต      - กระดูกใบหน้า หรือ คางเล็กกว่าปกติ การนอนกรนแบ่งง่าย ๆ เป็น 3 แบบ 1.  เพียงแต่เสียงกรน (Just Snoring) 2.  มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Airway Resistant Syndrome) 3. มีการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย (Obstructive Sleep Apnea Syndrome) ผลของการนอนกรน 1. พักผ่อนไม่เต็มที่ ทำให้ง่วงนอนกลางวัน อาจเกิดอุบัติเหตุในการขับรถหรือขณะทำงานกับเครื่องกล 2. ขาดสมาธิในการเรียน การทำงาน อารมณ์ไม่ดี ก้าวร้าว หดหู่ ในเด็กอาจมีปัญหาอยู่ไม่สุขปัญหาการเรียน ปัสสาวะรดที่นอน 3. มีการติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย ๆ รู้สึกกลืนติดหรือมีก้อนในลำคอ 4. ความเสี่ยงในโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง แนวทางการตรวจวินิจฉัย เพื่อวางแผนการรักษา      1. พบแพทย์แผนก หู คอ จมูก เพื่อซักประวัติ       2. ตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจพิเศษในช่องจมูก ช่องปาก โดยกล้องส่องสายอ่อน (Flexible Nasopharyngoscopy)       3. ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ดูอัตรามวลของร่างกาย       4. ทำแบบทดสอบภาวะง่วงนอนในเวลากลางวัน       5. เจาะเลือดตรวจ เอกซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เมื่อมีข้อบ่งชี้       6. ตรวจภาวะการนอนหลับ (Overnight Sleep Test) การนอนกรน [...] Read more →

9 วิธีหยุดอาการปวดศีรษะในวันทำงาน

October 20, 2011 meesara No comments

    อาการปวดศีรษะอยู่ใกล้ตัวเราทุกคน ยิ่งคุณผู้หญิงคนไหนทำงานแบบลืมพักผ่อน รับรองว่าอาการปวดศีรษะจะมาเคาะประตูเยี่ยมเยือนบ่อยยิ่งกว่าบ่อยแน่นอน   ยิ่งช่วงไหนทั้งพักผ่อนน้อย ทั้งเครียด และมีประจำเดือนแล้วล่ะก็ อาการปวดศีรษะจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เสียจนยาแก้ปวดแทบจะเอาไม่อยู่เลยทีเดียว แต่อย่าเพิ่งกังวลเรามี 9 วิธี หยุดทรมานจากอาการปวดศีรษะมาฝากคุณผู้หญิงกันค่ะ   1. 6.30 น. : ออกกำลังกายรับวันใหม่           การออกกำลังกายทุกวัน นอกจากจะช่วยให้คุณผู้หญิงมีรูปร่างที่ดีและร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะอีกด้วย ผลการศึกษาจากอาสาสมัครชาวอเมริกัน พบว่า ผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะต้องรบกับอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มากกว่าคุณผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า   2. 9.00 น. : กาแฟหนึ่งถ้วย อาจช่วยคุณได้           หากรู้สึกว่าอาการปวดศีรษะเริ่มจะมาถามหา การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน อย่างชาหรือกาแฟอาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เจโรเม่ ดิซอน (Jerome Dwxon) ผู้เชี่ยวชาญด้านบำบัดอาการปวดศีรษะ แนะนำว่าการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่อาจช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ซึ่งในรายที่หยุดบริโภคสารคาเฟอีนแบบเฉียบพลัน จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นได้นั่นแสดงให้เห็นว่า สารคาเฟอีนมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการปวดศีรษะจริง   3. 11.45 น. : บรรเทาอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ           เมื่อนั่งทำงานได้สักพักใหญ่ ๆ คุณผู้หญิงคงจะเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอที่จะรู้สึกตึงเป็นพิเศษ วิธีบรรเทาอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ คือคุณผู้หญิงควรยืดตัวตรง เอียงหูไปทางไหล่ซ้ายและไหล่ขวาช้า ๆ ทีละข้างแล้วจึงมองขึ้นข้างบนสลับกับข้างล่าง ทำซ้ำแต่ละท่าประมาณ 4-5 ครั้งต่อ 1 เซ็ต และหาโอกาสทำให้ได้ 3 เซ็ต ใน 1 วัน 4. 13.00 น. : คลายเครียดระหว่างวันด้วยแสงสว่าง           ใครจะรู้ว่าแสงสว่างในออฟฟิศมีผลต่ออาการปวดศีรษะเช่นกัน โดยเฉพาะแสงจากหลอดไฟที่สว่างไม่เพียงพอ หากคุณปรับแสงให้เหมาะสม จะช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ นอกจากนี้คุณผู้หญิงควรเดินออกไปสูดอากาศภายนอกออฟฟิศบ้าง เพื่อพักสายตาให้คลายความเหนื่อยล้าจากการมองจอคอมพิวเตอร์ แต่หากแสงสว่างภายนอกจ้าเกินไป ก็อย่าลืมใส่แว่นกันแดดด้วยนะ   5. 15.00 น. : จัดโต๊ะทำงานให้เหมาะสม ลดความปวดเมื่อย           ถ้าคุณผู้หญิงต้องนั่งทำงานอยู่บนโต๊ะทั้งวัน [...] Read more →

Q&A : ฝึกลูกวัย 5 เดือนให้นอนเองใจร้ายเกินไปหรือไม่

September 26, 2011 meesara No comments

       เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่าน พอลูกเริ่มโตขึ้นก็อยากฝึกให้ลูกนอนด้วยตัวเอง เพื่อจะได้มีวินัยในการนอนตั้งแต่เล็ก ๆ แต่สำหรับเด็กบางคนมีอาการต่อต้านไม่ยอมนอน พร้อมกับบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารให้คุณพ่อคุณแม่ใจอ่อนทุกครั้งไป ปัญหานี้ คุณหมอสินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กจากโรงพยาบาลเวชธานี จะมีคำตอบ และคำแนะนำดี ๆ อย่างไร ไปติดตามกันเลยครับ                คำถาม : ตอนนี้น้องได้ 5 เดือนแล้วค่ะ อยากฝึกลูกให้นอนเอง ไม่รู้ว่าใจร้ายเกินไปไหม แต่เห็นลูกร้องไห้ทีไร ใจอ่อนทุกที ขอคำแนะนำคุณหมอหน่อยค่ะ อ้อ อีกอย่าง การปล่อยให้ลูกร้องไห้นาน ๆ บ่อย ๆ มีผลต่อสมองและพัฒนาการเด็กจริงหรือเปล่าค่ะ/ แม่อดทน        คุณหมอสินดี : เด็กวัย 5 เดือน อาจจะยากสักหน่อยที่จะให้เค้าหลับไปได้เองในขณะที่ยังตื่นอยู่ เพราะพัฒนาการของเด็กวัยนี้กำลังเปลี่ยนชัดเจน จากเดิมที่กินกับนอนเท่านั้น เค้าก็เริ่มเขยิบตัวได้ไกลขึ้น คว้าของได้แม่นขึ้น เริ่มจำคนคุ้นเคยได้ กลัวคนแปลกหน้า ดังนั้น การเข้านอนของเขาก็เหมือนการที่ต้องหลับไปแล้วไม่ได้เล่นอีก และไม่ได้เห็นคนคุ้นเคย ซึ่งทำให้เด็กกลัวและยิ่งหงุดหงิดไม่อยากนอน ถึงจะง่วงมากแล้วก็ตาม ไม่แปลกใจใช่ไหมค่ะว่าทำไมเขาถึงต้องร้องไห้เวลานอนทุกครั้ง                หมอแนะนำว่า เมื่อเขาง่วงแต่ไม่ยอมนอน คุณแม่อาจต้องอุ้ม หรือกล่อมเบา ๆ ประกอบกับสร้างบรรยากาศการนอน คือ สิ่งแวดล้อมให้เงียบ ๆ ไม่มีแสงจ้าเกินไปค่ะ เมื่อแน่ใจว่าเขาหลับสนิทจึงวางลงได้ แต่ถ้าไม่ได้งอแงมากก็อาจจะไม่ต้องอุ้มแต่นอนเล่นกับลูก ตบก้น เพื่อให้เขาหลับได้เองบนที่นอนค่ะ                หมอเชื่อแน่ว่าคุณแม่หลายท่านคงเคยเจอปัญหาเวลาลูกง่วงแต่ไม่ยอมนอนกันมาบ้าง แต่คุณแม่อดทนลองถามเทคนิคจากเพื่อน ๆ ดูก็ได้ค่ะ อาจจะมีวิธีที่ใช้ได้ผลกับลูกเราก็ได้                ส่วนการปล่อยให้ร้องนานแล้วจะมีผลต่อจิตใจหรือไม่นั้น ขึ้นกับสาเหตุค่ะ โดยทั่วไปไม่มีผลต่อพัฒนาการด้านสมองหรอกค่ะ แต่อาจมีผลด้านอารมณ์ ในกรณีที่ การร้องของเขาคือ ง่วง หิว เหนื่อย หรือไม่สบายตัว แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง เด็กเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับการตอบสนอง จะช่วยตนเองก็ไม่ได้ ทำให้โตไป เด็กอาจจะหงุดหงิดง่ายและควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่ถ้าการร้องนั้นเราคิดว่าเกิดจากการเรียกร้องความสนใจหรืออยากได้ในสิ่งที่เราไม่อนุญาตให้เล่น อย่างนั้นเราปล่อยให้ร้อง หรือ เพิกเฉยได้ค่ะ หรืออาจใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เขาไปสนใจอย่างอื่น เป็นต้น                ///////////         [...] Read more →

“ธรรมเกิดทรัพย์” อิ่มท้องอิ่มใจในเมนูเจรสเด็ด

September 23, 2011 meesara No comments

       การทำบุญสุนทานนั้น นอกจากจะเข้าวัดเข้าวา ทำจิตใจให้บริสุทธิ์แล้ว อีกส่วนหนึ่งก็สามารถทำได้โดยการไม่เบียดเบียนคนอื่นอีกด้วย ซึ่งในช่วงเทศกาลกินเจที่กำลังจะมาถึงนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่คนเราได้ลดละการเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ ที่จะต้องมาเป็นอาหาร                “ตระเวนกิน” ก็อยากจะทำบุญกับเขาด้วยเหมือนกัน เลยเลือกมากินอาหารเจในมื้อนี้ที่ร้าน “ธรรมเกิดทรัพย์” ร้านขายอาหารเจที่เปิดขายกันตลอดทั้งปีมากว่า 20 ปีแล้ว ขายอาหารที่เป็นเจครบถ้วนทุกอย่าง ซึ่งก็มีทั้งอาหารไทยและอาหารจีน มีเมนูให้เลือกชิมเกือบร้อยเมนู โดยที่ทางร้านคิดค้นสูตรขึ้นมาเอง นอกจากจะมีอาหารเจขายแล้ว ที่ร้านก็ยังมีอาหารปกติขายด้วย แต่สำหรับอาหารธรรมดากับอาหารเจนั้นก็จะแยกส่วนปรุงและภาชนะกันอย่างชัดเจน น้ำตกขาหมู        วัตถุดิบที่นำมาใช้ทำอาหารเจนั้นก็จะเป็นถั่วเหลืองที่แปรรูปมาในหลายรูปแบบให้เข้ากับเมนูต่างๆ โดยปกติแล้วลูกค้าก็มาเลือกสั่งกันได้ตามเมนู แต่ในช่วงเทศกาลเจก็จะมีความพิเศษตรงที่ทางร้านจะทำอาหารเป็นหม้อๆ มาเปิดขายตักใส่ถุงกันที่หน้าร้านด้วย                เราเปิดดูเมนูก็นึกอยากลองชิมของจริงขึ้นมาทันที เลยสั่ง น้ำตกขาหมู (80 บาท) มาลองชิมเสียหน่อย เห็นชื่อน้ำตกก็คาดว่าจะต้องเป็นเมนูแซ่บๆ แน่นอน ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาด เพราะปรุงออกมาได้รสชาติจัดจ้านถึงใจ โดยใช้ถั่วเหลืองสำเร็จรูปที่หน้าตาเหมือนขาหมูมาลวกให้สุก แล้วนำไปยำแบบครบเครื่องน้ำตก เมนูนี้ยกมาแล้วจะหอมกลิ่นข้าวคั่ว ชิมเนื้อขาหมูก็เคี้ยวเด้งอร่อยดี หมูกระเทียม        ส่วนเมนู หมูกระเทียม (80 บาท) ที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของร้าน ที่ใครมาก็ต้องสั่งมาลองลิ้มกัน จานนี้ใช้ถั่วเหลืองสำเร็จรูปที่ทำมาเป็นเนื้อหมู นำมาหมักเล็กน้อยแล้วทอดไปพร้อมกับกระเทียมที่ทำมาจากหัวไชโป๊ว เสิร์ฟมาร้อนๆ นึกว่าเป็นหมูกระเทียมของจริง เพราะได้กลิ่นหอม รสชาติก็ออกเค็มๆ และหวานน้อยๆ จากหัวไชโป๊ว ปลารมควัน        แล้วมาชิม ปลารมควัน (100 บาท) ที่ใช้ถั่วเหลืองสำเร็จรูปทำเลียนแบบเนื้อปลาลวกสุก แต่หนังด้านนอกนำไปรมควัน เสิร์ฟมาพร้อมกับแตงกวาและมะเขือเทศ กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดที่ไม่ได้ใส่กระเทียมกับน้ำปลา แต่เมื่อลองชิมแล้วรสชาติจัดจ้านจี๊ดจ๊าด ส่วนเนื้อปลาก็ได้กลิ่นรมควันหอมๆ เนื้อนุ่มเด้งอร่อย                ต่อกันด้วย ปลาหิมะนึ่งบ๊วย (200 บาท) ใช้ถั่วเหลืองสำเร็จรูปที่ทำมาเป็นเนื้อปลาหิมะแบบมีลายก้าง นำมานึ่งกับขิง เห็ดหอม หมูเจ ปรุงรสชาติ แล้วใส่บ๊วย ลองชิมแล้วเนื้อปลาหวานนุ่ม หอมขิง ได้รสชาติความเปรี้ยวและเค็มเล็กน้อยจากบ๊วย ปลาหิมะนึ่งบ๊วย        ยำปลาดุกฟู (80 บาท) เมนูนี้ก็น่าลองชิม ทางร้านใช้ถั่วเขียวกับสาหร่ายนำมาสับให้ละเอียดแล้วทอดกรอบ ออกมาหน้าตาเหมือนปลาดุกฟูจริงๆ กินคู่กับน้ำยำมะม่วง ชิมเนื้อปลาดุกฟูก็กรอบฟูอร่อย เข้ากันกับน้ำยำรสเปรี้ยวจากมะม่วง                ปิดท้ายความอิ่มอร่อยกันด้วยเมนู ยำสาวตาหวาน (80 บาท) ที่เป็นผักบุ้งชุบแป้งทอดกรอบ กินกับน้ำยำที่ทำมาเหมือนสลัด มีเครื่องยำเป็นปลาหมึกที่ทำจากหัวบุก [...] Read more →

สมุนไพรกับการรักษามะเร็ง

September 14, 2011 meesara No comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        รศ.นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ ภาควิชาสูติศาสตร์- นรีเวชวิทยา:บทความ        นิษฐ์ภัสสร ห่อเนาวรัตน์ :เรียบเรียง                หลายต่อหลายครั้งที่เห็นคนไข้แล้วเศร้าใจ เพราะเหตุที่คุณผู้หญิงทั้งหลายหันไปรักษามะเร็งด้วยสมุนไพร มาเจอคนไข้อีกทีก็เข้าขั้นระยะรุนแรง หรือหมดทางเยียวยาแล้ว                เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย ยิ่งมะเร็งที่เกิดในสตรี เช่น มะเร็งปากมดลูก ด้วยแล้ว หากรายไหนหมอบ่งชี้ว่า ควรจะรับการรักษาโดยวิธีรังสีรักษา ก็มักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยความเข้าใจผิดของผู้ป่วยนั่นเอง อยากจะบอกคุณผู้หญิงทั้งหลายว่า ผู้ที่เป็นมะเร็ง ไม่ได้แปลว่าตนจะต้องตายสถานเดียว ถ้าตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ครับ                การรักษามาตรฐานที่ใช้กันมี 3 วิธี คือ                1.การผ่าตัดรักษา เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งรังไข่ ซึ่งวิธีการผ่าตัดก็หลากหลายแล้วแต่ชนิดของโรค                2.รักษาโดยยาเคมีบำบัด มักใช้ในโรคมะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ เพื่อช่วยกำจัดมะเร็งที่หลงเหลือจากการผ่าตัด หรือเพื่อกันการเกิดซ้ำของโรค โดยหมอจะพิจารณาการใช้ยาเคมีบำบัดอย่างไร ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และปริมาณมะเร็งที่หลงเหลือจากการผ่าตัดหรือขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ของคนไข้                3.รักษาโดยรังสีรักษา ซึ่งในปัจจุบันอาจจะรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัด ซึ่งได้ผลดีในการรักษามะเร็งปากมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูก อย่างไรก็ตาม ผลการรักษายังขึ้นกับระยะของโรค ถ้าเป็นระยะแรกโอกาสหายเกือบจะ 100% สำหรับภาวะแทรกซ้อนของการรักษานั้น พบน้อยมาก เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนจึงแทบจะไม่มี        การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวถือเป็นการรักษาโรคแผนปัจจุบัน ต้องผ่านการศึกษาวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักทางสถิติและทางวิทยาศาสตร์ มีการทดลองในหลอดแก้วและในสัตว์ พิสูจน์แล้วว่า ปลอดภัยและใช้ได้ผลในการรักษาจริง ก่อนจะนำมาใช้รักษากับผู้ป่วย โดยแพทย์ผู้ชำนาญการ อีกทั้งผลงานดังกล่าวยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกด้วย        แต่สำหรับการใช้ยาสมุนไพรรักษามะเร็งนั้น ยังไม่มีรายงานผลการรักษาที่เชื่อถือได้ชัดเจน มักพูดกันปากต่อปาก หรือเป็นไปตามกระแสข่าว ทำให้เกิดความหลงเข้าใจผิดไป ยิ่งกว่านั้นยาสมุนไพรบางชนิดยังผสมยาเคมีบำบัดเข้าไปด้วย อาจทำให้คนไข้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การกดไขกระดูกมากขึ้น และหากผู้ป่วยรักษาร่วมกับแผนปัจจุบันอีก อาจทำให้การรับยาไม่ได้ตามที่กำหนด จึงเกิดผลเสียในการตอบสนองต่อยาแผนปัจจุบัน และอาจทำให้การรักษาล้มเหลวในที่สุด                เข้าทำนองคิดผิดจนตัวตาย                ————————————————————————–        ปีละครั้ง ทำบุญช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาสเนื่องในวันมหิดล                เสาร์ 17 ก.ย.นี้ ขอเชิญชมรายการพิเศษ “วันมหิดล” [...] Read more →

เปิดตำรับ “ยอเป็นยา” ด้วย “กุลกา” ชูกำลัง

September 14, 2011 meesara No comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        เมื่อเอ่ยถึง “กุลกา” (อ่านออกเสียงว่า กุน-ละ-กา) น้อยคนที่จะรู้จัก หรือแม้แต่อาจจะไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ แต่หากบอกถึงส่วนผสมของมันแล้วละก็ ร้อยทั้งร้อยก็ต้องร้อง “อ๋อ” เพราะเป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านของเรานี่เอง โดยยาตำรับนี้เป็นยาที่ใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณ แต่ทุกวันนี้กลับเลือนหายไปตามกาลเวลาอย่างน่าเสียดาย 1“กุลกา” ยาโบราณที่ใช้ “ยอ” เป็นส่วนประกอบหลัก         คุณป้าบุญทัน ผู้สืบทอดตำรับน่าสนใจ        ล่าสุด ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ที่จัดไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บูธโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้จัดโซนสมุนไพรเป็นยาชนิดต่างๆ อย่างหลากหลายและน่าสนใจยิ่ง หนึ่งในนั้นที่มีคนกลุ้มรุมลองชิมและสอบถามรายละเอียดกันอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ “ซุ้มยอ” นั่นเอง โดยมีแพทย์แผนไทยผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้บอกกล่าวรายละเอียดและสรรพคุณของทั้งยอดองน้ำผึ้ง ยอดองน้ำตาล แต่สำหรับพระเอกของซุ้มนี้จะเป็นอะไรไปมิได้นอกจากเจ้ายาชื่อแปลกหูอย่าง “กุลกา” นั่นเอง                ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เกริ่นนำถึงภูมิปัญญาโบราณของยากุลกา ว่า เป็นยากวนที่ใช้ “ยอ” เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งการนำยอมาใช้เป็นยานี้ไทยโบราณทำกันกว้างขวางและหลากหลาย โดยจากการศึกษาพบว่าในภาคกลางนำยอมาดองกับเกลือ และมีบางภูมิภาคนำไปดองกับน้ำผึ้ง ใช้กินเป็นยาอายุวัฒนะ                “ยาอายุวัฒนะของคนโบราณนี้เป็นยาจำพวกทำให้กินได้ นอนหลับ ระบายคล่อง การใช้ยอเป็นยานี้มีมานานแล้ว แต่ตำรับกุลกาของเจ้าพระยาอภัยฯ จะต่างออกไปนิดหน่อยที่มีการลงคาถา แล้วก็ใช้ข้าวข้างบาตร คือ ข้าวที่ตกหล่นระหว่างใส่บาตรมาผสมด้วย ตอนแรกก่อนหน้านี้ก็ทำสาธิตและจำหน่ายในงานร้อยปีอาคารเจ้าพระยาฯ แต่วันนั้นมีคนเป็นลม แล้วก็ได้กินยากุลกา ปรากฏว่า ดีขึ้นภายใน 5 นาที ทำให้มีคนสนใจมาก แล้วก็มีเสียงเรียกร้องให้ทำเพิ่ม ก็ทำขายในราคาเท่าทุน แต่ก็ทั้งขายทั้งแจกสูตรแบบไม่หวง ถ้าใครมีเวลาทำ คุณป้าจะให้สูตรเอาไปทำเองได้เลย เป็นการกระจายภูมิปัญญาและสืบสานให้คงอยู่ต่อไป”         1ยอดองน้ำผึ้ง อีกตำรับชูกำลังจากซุ้มยอเป็นยา         1ยอดองน้ำผึ้ง อีกตำรับชูกำลังจากซุ้มยอเป็นยา        ด้านผู้ที่ถูกพูดถึงอย่าง “คุณป้าบุญทัน โสมศรีแก้ว” ในฐานะหลานตาของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและผู้สืบทอดวิชาทั้งตำราอาหารสุขภาพและตำรับยาโบราณน่าสนใจของท่านเจ้าพระยาฯ เอาไว้อย่างมากมาย เปิดเผยว่า ยากุลกาตำรับดังกล่าวถูกคิดค้นโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมีที่มาจากการที่ท่านมีทหารในความดูแลมากมาย เวลาเดินเท้าไปทำศึกในสมัยโบราณต้องเดินกันเป็นเดือนๆ กรำแดดกรำฝน ผ่านป่ารกทึบที่มีไข้ป่ามากมาย หลายครั้งที่มีทหารป่วยไข้ อ่อนแอ เป็นลม ท่านจึงคิดสูตรยาบำรุงร่างกายทหารในความดูแลของท่าน                “ส่วนผสมหาไม่ยาก ทำได้เองในบ้าน ใช้ยอสุก 3 กก.,พริกไทยตากแห้งตำละเอียด [...] Read more →

“ยำมะเขือยาว” อร่อยเบาๆ แต่จัดจ้าน

August 4, 2011 meesara No comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ โดย : กุ๊กเล็ก        มื้อนี้ “กุ๊กเล็ก” อยากจะทำเมนูอร่อยจัดจ้านแต่อิ่มเบาๆ สบายท้องดูบ้าง แต่ตำรับของ “กุ๊กเล็ก” นั้นต้องทำง่ายอยู่แล้ว ก็เลยเลือกเมนู “ยำมะเขือยาว” มานำเสนอกันให้ลองชิม                ส่วนผสมมีดังนี้        มะเขือยาว 2-3 ลูก        ไข่ไก่ต้ม 2 ฟอง        หอมแดง 2 หัว        หมูสับ 50 กรัม        พริกขี้หนู 4 เม็ด        น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ        น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ        น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา                วิธีทำเริ่มจากนำมะเขือยาวมาตัดขั้วออก แล้วนำไปเผาจนสุก (ระวังอย่าให้ไหม้) แล้วลอกเปลือกออก หั่นมะเขือยาวเป็นท่อนๆ พักใส่จานไว้ นำหมูสับไปลวกจนสุก นำพริกขี้หนูมาซอย และนำหอมแดงมาซอยบางๆ ทำน้ำยำโดยผสมน้ำตาล น้ำปลา และน้ำมะนาวเข้าด้วยกัน (เพิ่มเติมรสชาติได้ตามชอบ) ใส่พริกขี้หนูและหอมแดงที่เตรียมไว้ ใส่หมูสับที่ลวกสุกแล้ว ตักใส่ถ้วยเล็กๆ เสิร์ฟพร้อมกับมะเขือยาวในจาน และไข่ต้มเพิ่มโปรตีนให้กับเมนูอร่อยในมื้อนี้ Read more →

“กะทิสด” รสเด็ดขนมไทย หอมชื่นใจ หวานอร่อย

June 15, 2011 meesara No comments

No Picture โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ บรรยากาศในร้านกะทิสด        “ผ่านมาแวะกิน” พาไปชิมอาหารคาว ข้าว ก๋วยเตี๋ยว หมุนเวียนเปลี่ยนไปมาหลากหลายร้านแล้ว มื้อนี้เลยอยากจะพาไปล้างปากกับของหวานกันบ้าง มากันที่ร้าน “กะทิสด”ที่นำเสนอขนมหวานแบบไทยๆ แสนอร่อย ที่มีหน้าตาและสีสันชวนลิ้มลอง                ร้าน “กะทิสด” เปิดมาได้ 3 ปีแล้ว เป็นร้านขนมหวานไทยๆ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ “กะทิ” ซึ่งจะแตกต่างจากร้านอื่นตรงที่เป็นลักษณะของกะทิคั้นแห้งไม่ได้ผสมกับน้ำ จึงทำให้ได้หัวกะทิแบบเน้นๆ และได้กลิ่นหอมของกะทิมากกว่า ซึ่งมะพร้าวกะทิที่จะนำมาทำน้ำกะทินั้นก็คัดสรรมาเป็นอย่างดี และนำมาทำกันสดๆ ใหม่ๆ ทุกวัน ทำให้ได้ขนมหวานแบบคุณภาพ ทับทิมกรอบสยาม        ถ้าจะลองชิมกะทิหวานอร่อยของที่นี่ ก็ต้องสั่งเมนูแนะนำ ทับทิมกรอบสยาม (ถ้วยละ 30 บาท) สีแดงน่ากิน ที่จะใช้แห้วเป็นวัตถุดิบหลัก นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วห่อด้วยแป้งสูตรเฉพาะของทางร้านได้ออกมาเป็นทับทิมกรอบสยามที่กรอบข้างใน ข้างนอกแป้งบางนุ่ม ไม่ร่วน ไม่หนามากไป เสิร์ฟมาพร้อมกับแห้ว มะพร้าวกะทิ และชิ้นขนุน ราดด้วยกะทิสดหวานมันหอม โปะด้วยน้ำแข็งปั่นละเอียดจนเกือบจะเป็นเกล็ด ทำให้ได้ความเย็นชื่นใจเพิ่มขึ้น ทับทิมกรอบเผือกหอม        นอกจากทับทิมกรอบสยามแล้ว ก็ยังมีอีกสองเมนูทับทิมที่น่าลิ้มลอง คือ ทับทิมกรอบเผือกหอม (ถ้วยละ 30 บาท) โดยถ้วยนี้จะเลือกใช้เผือกหอมมาแทนแห้ว เผือกหอมที่ได้ก็นำมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ห่อด้วยแป้ง ผสมกับสีผสมอาหารสีม่วง และในถ้วยก็จะมีแห้ว ขนุน และมะพร้าวกะทิด้วย ซึ่งมะพร้าวกะทินั้นก็จะนำมาหั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปเชื่อมกับน้ำตาลอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้ความหวานซึมเข้าเนื้อ ลองชิมแล้วทั้งหนึบทั้งหอมมันส่วนตัวทับทิมกรอบเผือกหอมก็จะนุ่มๆ หนึบๆ ทับทิมกรอบมัน        อีกถ้วยก็คือ ทับทิมกรอบมัน (ถ้วยละ 30 บาท) ที่ใช้มันญี่ปุ่นมาแทนแห้วและเผือกหอม ถ้วยนี้ก็จะนุ่มๆ เด้งๆ ได้รสชาติแตกต่างจากแห้วและเผือกหอม ส่วนเครื่องเคราอื่นๆ ก็ใส่มาเหมือนๆ กับอีกสองถ้วย และได้ความหอม หวาน มัน จากกะทิสดเหมือนกัน                หรือถ้าอยากจะลองชิมทับทิมกรอบทั้งสามแบบก็ต้องสั่ง ทับทิมกรอบแฟนซี (ถ้วยละ 30 บาท) ที่จะได้ชิมครบทุกอย่าง หรือจะสั่ง ทับทิมกรอบใส่ลูกมะพร้าว (ลูกละ 40 บาท) และยังมี ทับทิมกรอบเกล็ดหิมะกะทิสด (ถ้วยละ [...] Read more →

เคล็ดลับกำราบ อาการแพ้ท้อง/ModernMom

June 15, 2011 meesara No comments

No Picture โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ ขอบคุณภาพประกอบจาก pregnancyvitamins.net        อาการแพ้ท้องมักจะเกิดกับคุณแม่ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ตัวต้นเหตุมาจากร่างกายของเราผลิตฮอร์โมนชื่อ HCG ออกมา และจะเริ่มลดลงหลังจาก 12 สัปดาห์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จึงมีคุณแม่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ต้องผจญกับอาการคลื่นไส้วิงเวียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข่าวดีก็คือมีหลายวิธีที่สามารถลดอาการเหล่านี้ลงได้ค่ะ                สบายตัวไว้ก่อน                คุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงแพ้ท้องจะเกิดความไม่สบายตัวได้ง่าย โดยเฉพาะความร้อนจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้วิงเวียน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องกำจัดที่ต้นเหตุ                - หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอากาศร้อน ถ้าต้องเดินออกไปกินข้าวกลางวันก็พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด เลือกร้านที่สามารถเดินหลบแดดใต้ชายคา หรือพกร่มและพัดติดตัวไปด้วย                - สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว เนื้อผ้าระบายอากาศดี                - ลดสัมภาระในกระเป๋าให้เหลือแต่ของจำเป็นเท่านั้น จะได้ไม่ต้องเหนื่อยจากการแบกน้ำหนักระหว่างเดินทาง                - หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่คนแออัด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้ผ้าปิดปาก เพื่อให้ได้กลิ่นต่าง ๆ น้อยลง อมลูกอมหรือสูดยาดมให้ชื่นใจ                - อยู่บ้านเปิดประตูหน้าต่างเพื่อช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก และระบายกลิ่นอับออกไป                - เวลาทำกับข้าวหรือกินอาหารเสร็จ อย่าลืมเปิดพัดลมระบายอากาศกำจัดกลิ่น                พักผ่อนให้เพียงพอ                ความอ่อนล้าเป็นอีกตัวหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้อาการแพ้ท้องมากขึ้น คุณแม่ควรนึกถึงการพักผ่อนให้เพียงพอไว้เสมอ ถ้าหากวันไหนพักผ่อนน้อยอย่าลืมชดเชยให้ตัวเองนะคะ                - หากเคยนอนดึก หรืออดนอนเป็นประจำให้เลิกเสีย พยายามนอนหลับให้เพียงพอทุกคืนจะช่วยลดอาการแพ้ท้องลงไป                - หาเวลางีบหลับระหว่างวัน ไม่ควรงีบหลับหลังอาหารทันที                - ตอนเช้าหลังตื่นนอนขอให้ค่อย ๆ ลุกจากเตียงช้า ๆ อย่ารีบร้อน                - เมื่อตื่นแล้วอาจนั่งพักบนเตียงสักครู หาขนมปังกรอบรสจืด หรือซีเรียลแห้งมารองท้องจะช่วยลดอาการปั่นป่วนในกระเพาะได้                อาหารการกิน                อาหารรวมทั้งเครื่องดื่มหลายประเภทช่วยให้คุณแม่สบายตัวขึ้น แต่ก็มีอาหารบางอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง                - เครื่องดื่มพวกชาสมุนไพรเพิ่มความสดชื่น อย่าง ชาขิงช่วยบรรเทาการคลื่นไส้ แถมยังมีส่วนช่วยบำรุงน้ำนม และทำให้ร่างกายอบอุ่นด้วย                - เปลี่ยนเป็นรับประทานอาหารมื้อย่อย ๆ แทนอาหารมื้อใหญ่วันละ 3 มื้อ         [...] Read more →

ทำชีวิตให้ “สำราญ” ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

June 15, 2011 meesara No comments

No Picture โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.poppaganda.net        ท่ามกลางยุคสมัยที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ หลาย ๆ บ้านต้องเผชิญกับความเครียดหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งสินค้าราคาขึ้น ภาระงานที่หนักอึ้ง รวมไปถึงอื่น ๆ ที่เข้ามารบกวนจิตใจจนทำให้ชีวิตไม่สำราญ และหากจัดการไม่ดี อาจกลายเป็นคนอมทุกข์ และเกรี้ยวกราดได้                วันนี้ ทีมงาน Life & Family มีแนวทางเติมกำลังใจให้ตัวเองจากชีวิตจริงของ เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก อีกหนึ่งผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านเด็ก และครอบครัวที่เชื่อว่า หากไม่มีการเติมกำลังใจให้ตัวเองอยู่บ่อย ๆ คงยากที่จะผ่านอุปสรรค และทำให้ชีวิตสำราญได้ ซึ่งเขาแจกแจงให้เห็นภาพเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้                หันมามองสิ่งดี ๆ ในตัวเอง (แต่ไม่ใช่ถือดี)                การให้กำลังใจตัวเองเวลามีเรื่องทุกข์ใจ สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือ หันมามองสิ่งดี ๆ ในตัวเอง เพราะไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า แม้แต่คนโง่สุดก็ยังฉลาดบางเรื่อง หรือคนฉลาดที่สุดก็ยังโง่ในบางเรื่อง ดังนั้น ลองนึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เคยทำมา (นึกดูดี ๆ) เพราะบางเรื่องอาจทำให้เราชื่นใจขึ้นมาก็ได้นะ                เติมพลังจากคนที่เรารัก                บางช่วงที่คนเรารู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง การนึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่ทำร่วมกันกับคนรัก หรือคนที่รักเรา ก็สามารถช่วยปลุกพลังในตัวขึ้นมาได้มากทีเดียว                “พี่เป็นคนที่รักแม่ เวลามีเรื่องไม่สบายใจก็จะนึกถึงท่าน เพราะท่านมีปัญหามากกว่าเรา มีภาระมากกว่าเรา แต่แม่ก็ฟันฟ่าโดยที่มีเราอยู่ด้วยตลอดเวลา ดังนั้น พี่เหนื่อยพี่จะไม่ท้อ แต่จะดูแม่เป็นต้นแบบ และมองว่า แม่เหนื่อยกว่าเราเยอะมาก แล้วทำไมเรื่องแค่นี้เราต้องท้อถอยด้วย” เรืองศักดิ์ขยายให้เห็นภาพ                เมื่อทุกข์มา..เดี๋ยวก็ผ่านไป                เมื่อความทุกข์ผ่านเข้ามา ขอให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า “ทุกข์มาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป” อย่าเอาความผิดพลาดในอดีต หรือความคาดหวังในอนาคตมากดดันให้เราเกิดความเครียด สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบั่นทอนพละกำลังส่วนหนึ่งของความสุขชั้นดีเลยทีเดียว ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.zmelifetips.com        ดังนั้น ใครที่ชอบกังวลเกี่ยวกับอดีต หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ขอให้คิดอีกแง่มุมหนึ่งว่า ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่าการคิดที่จะกลับไปแก้ไขอดีต ทางที่ดี ขอให้มองปัจจุบันว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แล้วทำให้ดีที่สุดเพื่อตัวเอง และคนอื่นจะได้มีความสุข         [...] Read more →

วิจัยพบ “วัยชรา” มีความสุขมากกว่าวัยทำงาน

April 1, 2011 meesara No comments

No Picture โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ ขอบคุณภาพจากเดลิเมล        ไม่แน่ว่าวัยชราอาจเป็นวัยที่หลายคนมีความสุขมากกว่าช่วงเด็ก หรือวัยทำงานไปเสียแล้ว ตราบเท่าที่คุณมีสามปัจจัยนี้อยู่กับตัว นั่นก็คือ มีสุขภาพดี มีรายได้พอสำหรับเลี้ยงตัว และมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง                เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนั้นเป็นเพราะ ในวัยกลางคน หรือวัยรุ่น แม้คุณจะมีสามปัจจัยข้างต้นอยู่กับตัวก็ตาม แต่คุณจะถูกแรงกดดันจากสังคม จากหน้าที่การงาน จากเพื่อนฝูงให้เกิดความเครียดขึ้นได้ง่าย แต่กับผู้สูงอายุแล้ว หลาย ๆ คนยอมรับว่า แรงกดดันเหล่านั้นมีน้อยลงจนทำให้ชีวิตเป็นสุขมากขึ้นนั่นเอง                ศาสตราจารย์เกียรติคุณ Lewis Wolpert ด้านชีววิทยาจาก University College London เจ้าของหนังสือ “You’re Looking Very Well” กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า                ”สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในปัจจุบันก็คือ ความสุขในช่วงวัยรุ่นและวัยกลางคนนั้นน้อยลงกว่าในอดีต”                สอดคล้องกับการสำรวจเกี่ยวกับความสุขของประชากรจำนวน 341,000 คนของ The National Academy of Sciences สหรัฐอเมริกาที่พบว่า ในภาพรวม ความสุขในชีวิตของประชากรวัยกลางคนมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ แต่จะมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในตอนอายุ 40 ปลาย ๆ ถึงต้น 50 ก่อนจะมีความสุขมากที่สุดอีกครั้งเมื่อตอนอายุ 85 ปี                นั่นเป็นเพราะยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร มนุษย์ยิ่งใช้เวลาไปกับสิ่งที่ตนรัก และสนใจทำมากขึ้นเท่านั้น ส่วนสิ่งที่เราไม่สนใจ ไม่ชอบ ก็ยิ่งถูกผลักให้ห่างออกไป                ”คนที่ได้ชื่อว่า ร่ำรวยอย่างแท้จริงนั้นคือคนที่มีความเครียดในชีวิตต่ำ มีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในระดับดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่อยู่เพียงลำพัง” ทั้งนี้ศาสตราจารย์ Wolpert ระบุว่า ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างคือปัจจัยหลักที่ทำให้ชีวิตในวัยชราอยู่อย่างมีความสุข                ด้านศาสตราจารย์ Andrew Steptoe ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกล่าวว่า “ปัจจุบัน ผู้สูงอายุในวัย 60 – 70 ปี นั้นมีความแตกต่างจากผู้สูงอายุรุ่นเดียวกันเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้สูงอายุในปัจจุบันมีโอกาสทำสิ่งต่าง ๆ มากกว่า และมีโอกาสดูแลสุขภาพมากกว่า อย่างไรก็ดี การมีสุขภาพดี และการมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอก็เป็นเรื่องสำคัญมาก [...] Read more →

กล้วยตอนเช้า คุณประโยชน์เต็มเปี่ยม

December 6, 2010 meesara No comments

กล้วยตอนเช้า คุณประโยชน์เต็มเปี่ยม All about BANANAS กล้วยตอนเช้า คุณประโยชน์เต็มเปี่ยม (Mix)           หลายคนมองหาวิธีลดน้ำหนักให้ได้ผลอย่างจริงจัง บ้างอดข้าว อดน้ำ ไม่กินอะไรสักอย่างเพื่อให้น้ำหนักลดลง บ้างก็เลือกกินแต่ผลไม้อย่างเดียว บ้างก็ไปหาหมอเพื่อกินยาหวังให้ส่วนเกินลดลงไปหายไป บ้างก็กินยาถ่ายเพื่อหวังให้ตัวเบาขึ้นกว่าเดิม บ้างก็ใช้วิธีอื่น ๆ ที่ได้รับการบอกต่อกันมา           วิธีเหล่านี้อาจจะมีผลดีบ้างในช่วงแรก ๆ แต่หลังจากผ่านเวลาไปสักพักแล้วก็จะพบว่าไม่เป็นผล ไม่มีทางที่ใครจะกินผลไม้อย่างเดียวไปตลอดชีวิต หรือไม่กินอะไรเลยทั้งวันต่อเนื่องกันยาวนาน หรือาจใช้การกินยาถ่ายบ่อย ๆ เมื่อผ่านเวลาไปนาน ๆ เข้า ลำไส้ก็จะเริ่มทำงานผิดปกติ คราวนี้ยาถ่ายก็จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แถมยังส่งผลร้ายให้เป็นคนขับถ่ายได้ยากกว่าเดิม บางคนส่งผลถึงกับกลายเป็นคนถ่ายไม่ออกเป็นเดือน ๆ ก็มี แล้วถ้าเช่นนั้นจะใช้วิธีไหนดีน้ำหนักถึงจะลดลงได้           วิธีหนึ่งที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นก็คือ การกินกล้วยมื้อเช้า หลายคนอาจทำหน้างงว่าทำไมต้องเป็นกล้วยมื้อเช้า เป็นแอปเปิล มะละกอ แตงโม ระกำ บ้างได้ไหม ก็ขอแนะนำตรงนี้เลยว่า กล้วยนับเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดชนิดหนึ่ง ในกล้วยนั้นจะมีวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยในการเร่งเผาผลาญ น้ำตาลและไขมัน ทั้งยังช่วยฟื้นฟูร่างกายการจากเหนื่อยล้า อีกยังมีโปแตสเซียมช่วยในการขับโซเดียม อันเป็นหนึ่งในตัวการที่จะทำให้ความดันเลือดสูงออกทางปัสสาวะ และส่งผลให้ลดการบวมของร่างกายได้           แมกนีเซียมในกล้วยยังช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียมในร่างกาย เส้นใยที่มีอยู่ในกล้วย จะส่งผลให้ระบบการขับถ่ายในแต่ละวันของร่างกายเราดีขึ้น กล้วยยังมีเซโรเทนินที่ช่วยลดอาการหงุดหงิด และทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย           กล้วยยังมีคุณประโยชน์อีกหลากหลายชนิด ทั้งไฟโตเคมิคัลที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง มีเอนไซม์ช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานหนักลดลง ในกล้วยดิบยังมีฤทธิ์ในการขับพิษสูง และหากกล้วยสุก ก็ทำให้ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นกว่าปกติอีกด้วย           ทั้งหมดเป็นประโยชน์ที่ได้รับจาการกินกล้วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งกินตอนไหนก็ได้ แต่หากเราเฉพาะเจาะจงให้การกินกล้วยได้ผลสูงสุดต้องเป็นตอนเช้าครับ ทั้งหมดก็เพื่อจำกัดการทำงานของกระเพาะและลำไส้ให้น้อยที่สุด และจะทำให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูสภาพอย่างเต็มที่ การกินกล้วยตอนเช้านั้นจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำที่พอดี การไหลเวียนของของเหลวในร่างกายก็จะดีขึ้น และหากอยากให้ได้ผลอย่างจริงจัง ก็ต้องกินเฉพาะกล้วยกับน้ำเปล่าเท่านั้น รวมทั้งต้องนอนก่อนเที่ยงคืนอีกด้วย และถ้าเกิดหิวขึ้นกลางดึกก็ควรจะกินผลไม้เท่านั้น           ในยุคปัจจุบันด้วยแล้ว ช่วงเวลาตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบที่สุด บางคนถึงกับไม่กินอาหารเช้ากันเลย หรือไม่ก็เลือกกินเพียงแค่กาแฟกับขนมปังเท่านั้น ดังนั้นถ้าหากลองเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งความเร่งรีบ มากินกล้วยตอนเช้าก็น่าจะสะดวกง่ายดาย แถมกล้วยยังเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์เยอะ ทำให้เมื่อกล้วยเคลื่อนที่เข้าไปสู่กระเพาะ การย่อยก็ไม่จำเป็น กล้วยจึงเคลื่อนที่สูู่ลำไส้ และเริ่มดูดซึมไปใช้กับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว           [...] Read more →

อบเชยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

December 6, 2010 meesara No comments

อบเชยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ อบเชยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (maire claire)           นักวิชาการด้านสมุนไพรในประเทศเยอรมนีได้ออกมาสนับสนุนสรรพคุณทางยาที่น่าทึ่งของอบเชย ซึ่งสามารถช่วยเยียวยารักษาภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงของผู้ป่วยโรคเบาหวานแบบที่ต้องพึ่งอินซูลินได้อย่างเห็นผลชัดเจน           ล่าสุดได้มีการสกัดสารสำคัญจากอบเชยออกมาบรรจุในรูปของแคปซูล เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานกินได้ง่ายๆ โดยกินวันละ 3 เม็ด เทียบเท่ากับอบเชยป่น 1.5 ช้อนชา ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการไปช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ผลิตอินซูลินให้เพิ่มสูงขึ้น และสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดย kapook.com Read more →

อีสุกอีใส ภัยเงียบกวนใจแม่ช่วงลมหนาว

November 9, 2010 meesara No comments

No Picture ปฏิทินวันเวลาเดินทางเข้ามาสู่ช่วงฤดูหนาวกันแล้ว หลายคนตื่นเต้นกับเทศกาลส่งมอบความอบอุ่นและความสุขให้แก่กัน แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นและยากจะหลีกหนี ทำให้ผิวของทุกคนแห้งตึงและแตกเป็นขุยๆ รวมถึงผิวที่บอบบางของลูกน้อยด้วย นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ยังต้องเฝ้าระวังโรคยอดฮิตช่วงฤดูหนาวอย่าง “โรคอีสุกอีใส” อีกด้วย                เนื่องจาก ทีมงาน Life & Family ได้รับข้อมูลดีๆ จากศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าวว่า โรคอีสุกอีใสเป็นอีกโรคหนึ่งที่มักแพร่ระบาดในฤดูหนาวยาวนานไปจนถึงต้นฤดูร้อน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อย เพราะโรคนี้จะส่งผลต่อสุขภาพและทิ้งร่องรอยแผลเป็นให้แก่ผิวใสๆ ของลูกๆ                ถึงแม้คุณแม่มือใหม่หลายท่านอาจจะไม่กังวลใจ เพราะรู้ไม่เท่าทันภัยจากโรคนี้ โดยคิดว่าโรคอีสุกอีใสไม่ได้ร้ายแรงมากนัก แต่ความจริงแล้วเป็นโรคที่น่ากลัวเหมือนกัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องมีความรู้ในการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับโรคนี้ ดังนั้นทุกคนควรมาทำความรู้จักกับโรคอีสุกอีใสกันค่ะ                “โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Varicella virus มักระบาดในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน แต่สามารถพบได้ประปรายตลอดทั้งปี สามารถเกิดได้กับคนทุกวัย แต่มักเกิดขึ้นในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ติดต่อกันได้โดยการไอ จาม หายใจรดกัน สัมผัสเนื้อตัว หรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นอีสุกอีใสอยู่”                ส่วนอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคนี้จะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ในช่วงแรกจะเริ่มขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆ ข้างใน มีอาการคัน โดยที่ผื่นและตุ่มแดงๆ จะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า หนังศีรษะ หน้าอก และตามลำตัว นอกจากนั้นอาจมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ และกลายเป็นตุ่มหนองประมาณ 2-4 วัน จึงจะตกสะเก็ดและแห้ง                อย่างไรนั้น แม้ว่าอีสุกอีใสจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง เนื่องจากสามารถรักษาให้หายได้ โดยใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายของเราได้ หากมีเชื้อหลบอยู่ที่ปมประสาท ซึ่งอาจเกิดเป็นโรค “งูสวัด” ภายหลังได้ บางรายมีเชื้อแบคทีเรียที่แทรกซ้อนอยู่โดยอาจจะกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ และปอดบวมได้ แต่ที่เห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือ รอยแผลเป็น ที่ทิ้งไว้บนผิวหนัง บางคนรอยแผลเป็นอาจจางหายไปเอง แต่บางคนอาจมีรอยแผลเป็นติดตัวไปตลอดชีวิต สร้างความน่ารำคาญและมีผลต่อบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ในอนาคตได้                ทั้งนี้ หากทุกบ้านรู้จักวิธีการปกป้องและบำรุงผิวที่เกิดจากโรคอีสุกอีใสอย่างถูกต้อง ก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องผิวพรรณของลูกน้อยอีกต่อไป ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพแนะนำว่า การดูแลผิวพรรณสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสทำได้ง่ายๆ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ อย่าเกาและแกะตุ่มคัน เพราะจะทำให้เกิดแผลติดเชื้อจนกลายเป็นตุ่มหนองได้                ขณะเดียวกัน ข้อควรระวังหากลูกน้อยมีไข้สูงควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาลดไข้ แต่ถ้าจะให้ดีการป้องกันไว้ก่อนใน [...] Read more →

“สมอไทย”ของดีที่(เริ่ม)หายไป

October 20, 2010 meesara 1 comment

No Picture “สมอไทย”ของดีที่(เริ่ม)หายไป โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        หากถามเด็กสมัยนี้ว่ารู้จักลูก“สมอ”หรือเปล่า ส่วนใหญ่ส่ายหน้าไม่รู้จัก หรือไม่ก็ถามกลับว่า คือลูกอะไร? ขณะที่เด็กบางคนร้องอ๋อ เข้าใจว่าคือสมอเรือ ส่วนบางคนบอกคือยี่ห้อชุดนักเรียน                เหตุที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักลูกสมอ โดยเฉพาะกับลูก“สมอไทย”นั้นเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้หาลูกสมอไทยกินค่อนข้างยาก และเด็กยุคนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมกัน ผิดกับเด็กๆในสมัยรุ่นแฟนฉันขึ้นไป ที่ดูจะคุ้นเคยกับสมอไทยมากกว่า                สมอไทย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีผลเป็นลูกป้อมๆรีๆ มีขนาดเล็กประมาณหัวแม่มือ ผิวเกลี้ยงไม่มีขน เมื่อแก่จะมีสีเขียวอมเหลือง                สมอไทยมีรสชาติที่ค่อนข้างทรมานใจเด็กหลายคนหรือผู้ใหญ่บางคน เพราะมีรสฝาด ขม นำ แต่เมื่อกินไปสักพักจะกลายเป็นหวานชุ่มคอ                สำหรับสรรพคุณเด่นของสมอไทย คือ เป็นยาระบาย ช่วยแก้โรคท้องผูกแต่ไม่ทำให้ถ่ายท้อง อีกทั้งยังช่วยชำระลำไส้ให้สะอาด โดยผู้ที่เป็นโรคท้องผูกควรกินลูกมอไทยประมาณวันละ 3-5 ลูกทุกวันจนกว่าจะหาย                นอกจากนี้สรรพคุณของสมอไทยยังมีหลากหลาย อาทิ บำรุงกำลัง แก้ไอ แก้กระหาย แก้เจ็บคอ ขับลมในกระเพราะ แก้ปวดท้อง ช่วยย่อยอาหาร เป็นต้น                และด้วยสรรคุณที่มากมีสวนทางกลับขนาดลูกเล็กๆของมัน ทำให้บางคนผู้นิยมสมุนไพรถึงกลับกล่าวว่า ถ้ากินสมอไทยวันละลูกเป็นประจำทุกวัน โรคภัยก็ยากที่จะเข้ามาก้ำกราย Read more →

มะกันเก็บรถเข็นเด็ก “Graco” รุ่นเก่า เหตุทำเด็กหายใจไม่ออก

October 20, 2010 meesara No comments

No Picture มะกันเก็บรถเข็นเด็ก “Graco” รุ่นเก่า เหตุทำเด็กหายใจไม่ออก โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   รถเข็นรุ่น MetroLite และรุ่น Quattro Tour (ขอบคุณภาพจากฟ็อกซ์นิวส์)        ผู้ผลิตสินค้าสำหรับเด็กชื่อดัง “Graco” ร่วมกับทางการสหรัฐฯ เรียกเก็บรถเข็นเด็กรุ่นเก่าจำนวน 2 ล้านคัน หลังมีรายงานการเสียชีวิตของเด็กจากการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว                การเรียกเก็บสินค้าในครั้งนี้เป็นผลมาจากรายงานการเสียชีวิตอย่างน้อย 4 ครั้งจากการใช้อุปกรณ์แล้วเกิดข้อผิดพลาดทำให้เด็กติดอยู่กับตัวสินค้า และหายใจไม่ออกในระหว่างปี 2003 – 2005 โดยทางหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของสินค้าของสหรัฐอเมริกา (the U.S. Consumer Product Safety Commission) พบว่า บริเวณด้านหน้าของตัวรถเข็นด้านหน้าจะมีช่องเปิดอยู่ให้ขาสอดผ่าน อันตรายที่เกิดขึ้นก็คือ หากไม่รัดเข็มขัดที่นั่งให้กับเด็ก ตัวของเด็กน้อยอาจเคลื่อนผ่านช่องนั้นไปได้ และมีโอกาสที่ส่วนลำคอจะไปติดกับแผงกั้นจนทำให้หายใจไม่ออก                นอกจากนั้น ทาง CPSC เปิดเผยอีกด้วยว่า ยังมีรายงานอีก 5 ฉบับที่ระบุว่า มีเด็กติดอยู่ในรถเข็นยี่ห้อดังกล่าวจนเกิดแผลฟกช้ำและอีกหนึ่งฉบับที่ระบุว่า เด็กที่ติดอยู่นั้นมีอาการหายใจติดขัดด้วย                ทั้งนี้ รถเข็นเด็กที่มีการเรียกคืนนั้นเป็นรุ่นเก่า (ผลิตระหว่างปี 2000 – 2007) โดยในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงมาตรฐานต่าง ๆ และปรับความกว้างของช่องสอดขาดังกล่าวให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเคลื่อนตัวลงมาติดกับช่องสอดขาได้อีก                เรียบเรียงจากฟ็อกซ์นิวส์ Read more →

มันฝรั่ง ช่วยให้อารมณ์ดีได้

September 14, 2010 meesara No comments

มันฝรั่ง ช่วยให้อารมณ์ดีได้ มันฝรั่งช่วยให้อารมณ์ดีได้ (สสส.) ที่มา : Telegraph           ผู้เชี่ยวชาญเชื่อคาร์โบไฮเดรท-รสชาติ-กลิ่น ส่งผลต่อจิตใจ           การรับประทานมันฝรั่งทอดสามารถช่วยให้มีอารมณ์ดี จิตใจสงบนิ่ง เพิ่มความร่าเริงแจ่มใสให้กับชีวิต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าคาร์โบไฮเดรทที่มีในมันฝรั่ง รวมทั้งรสชาติและกลิ่น คือปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางด้านจิตใจ เมื่อรับประทานเข้าไปจึงทำให้รู้สึกมีความสุข           นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอสตัน (Aston University) ในเมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham) ศึกษาโดยการให้ผู้ชายและผู้หญิงจำนวน 60 คน ชมภาพยนตร์เกี่ยวกับการวางระเบิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อจากนั้นให้ผู้ทดสอบจำนวนครึ่งหนึ่งอ่านนิตยสาร เพื่อดึงอารมณ์ออกจากภาวะความเครียด ในขณะที่ผู้ทดสอบอีกครึ่งหนึ่งรับประทานมันฝรั่งทอดคนละหนึ่งจาน           โดยนักวิจัยจะให้ผู้ทดสอบทุกคนทำแบบสอบถามก่อน และหลังจากการชมภาพยนตร์ และทำแบบทดสอบอีกครั้งหลังจากอ่านนิตยสาร และรับประทานมันฝรั่งทอด เพื่อสำรวจภาวะทางอารมณ์           ดร.ไมค์ กรีน (Dr Mike Green ) นักวิจัย กล่าวว่า ผลการทดสอบภาวะทางอารมณ์ของผู้ทดสอบจำนวน 60 คนแสดงเห็นว่า การรับประทานมันฝรั่งทอดจะช่วยให้เกิดความแจ่มใสทางอารมณ์ และดึงจิตใจให้ออกจากภาวะเครียดได้รวดเร็วขึ้น           นอกจากนี้นักวิจัยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจเกิดสารอาหารที่มีในมันฝรั่ง และทำปฏิกิริยากับสารเคมีในสมอง จึงทำให้ผู้รับประทานมีภาวะทางอารมณ์ที่ดีขึ้น โดย kapook.com Read more →

ต้นไม้ในบ้านช่วยกรองแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์

September 14, 2010 meesara 1 comment

ต้นไม้ในบ้านช่วยกรองแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ ต้นไม้ในบ้านช่วยกรองแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ (Lisa)            นักวิจัยชาว เกาหลีค้นพบว่า การปลูกต้นไม้ไว้ในห้อง เปรียบเหมือนฟิลเตอร์ช่วยกรองแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นการก่อมะเร็ง            เพราะหากมีแก๊สชนิดนี้วนเวียนอยู่ในบ้านก็จะทำให้ผู้อาศัยเจ็บป่วย เช่น ปวดศีรษะ เป็นภูมิแพ้ เป็นต้น            ทั้งนี้ การปลูกต้นไม้ที่มีรากและใบ ก็จะช่วยขจัดแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ในบ้านได้ถึง 80% ภายใน 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นห้องที่มีการควบคุมแก๊สโดยไม่ได้ปลูกต้นไม้ไว้ ก็จะช่วยลดแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ได้ประมาณ 7% ภายใน 5 ชั่วโมง โดยเฉพาะใบไม้จะช่วยดูดแก๊สร้ายตัวนี้ ในตอนกลางวันได้มากกว่าตอนกลางคืน ในขณะที่รากไม้จะสามารถช่วยดูดแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ได้ทั้งกลางวัน กลางคืน            นักวิจัยกล่าวว่า หากเป็นต้นไม้ที่มีใบมาก ๆ ก็จะยิ่งดูดแก๊สร้านตัวนี้ได้มากในตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนควรเป็นต้นไม้ที่มีกระถางใหญ่ เพื่อให้รากดูดสารร้ายได้มากขึ้น โดย kapook.com Read more →

‘ไซลิทอล’ตัวช่วยป้องกันฟันผุ

August 17, 2010 meesara 1 comment

 ชื่อของ “ไซลิทอล” เป็นที่คุ้นหูอยู่ในแวดวงของคนรักปากและฟันมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะเวลานี้ไม่ว่าผลิตภัณฑ์อะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพปากและฟันจะมีชื่อของสารตัวนี้ร่วมอยู่ด้วยเสมอ แล้วไซลิทอลมีประโยชน์อย่างไร  ดร.ท.ญ.สร้อยศิริ ทวีบูรณ์อาจารย์ประจำคณะทันตแพทยศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสารไซลิทอลให้ข้อมูลว่าสารไซลิทอลเริ่มเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในทวีปยุโรปและอเมริกา เพราะมีการค้นคว้าวิจัยถึงประสิทธิภาพของไซลิทอลที่สามารถยับยั้งแบคทีเรีย  ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ฟันผุได้ ปัจจุบันมีการนำสารไซลิทอล มาใช้เป็นส่วนประกอบของยาน้ำยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากหลายชนิด นอกจากนี้ ยังใช้เป็นสารให้ความหวานในขนมลูกอม รวมทั้งหมากฝรั่งกันมากขึ้น เพราะเป็นสารให้ความหวานธรรมชาติที่มีรสชาติคล้ายน้ำตาล และยังให้พลังงานต่ำกว่าถึงร้อยละ 40 สารไซลิทอลเป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ธรรมชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้ในพืชผัก และผลไม้หลายชนิด อาทิ ต้นเบิร์ช สตรอว์เบอรี่รวมไปถึงผลไม้เปลือกแข็ง เช่น ถั่วเชสต์นัต และถั่ววอลนัต จุดเด่นของสารชนิดนี้ คือ เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่มีคาร์บอน 5 อะตอมในโครงสร้าง มีรสชาติหวานเหมือนน้ำตาล ซึ่งกลุ่มแบคทีเรียในช่องปากต้นเหตุสำคัญของการเกิดฟันผุไม่สามารถย่อยสลาย มาเป็นอาหารได้ ดังนั้นเมื่อไม่สามารถดึงไซลิทอลมาเป็นอาหารได้ แบคทีเรียกลุ่มนี้ก็จะค่อย ๆ ลดจำนวนลง จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า การใช้ไซลิทอลเป็นประจำอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยลดปัญหาฟันผุได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันฟันผุที่ดีที่สุด คือ การแปรงฟันอย่างถูกวิธีภายหลังการรับประทานอาหาร และหลีกเลี่ยงอาหารที่จะเพิ่มความเป็นกรดในช่องปาก เช่น น้ำตาล น้ำอัดลม ฯลฯ เพียงแค่นี้…ฟันผุก็ จะไม่มากล้ำกราย…ให้เสียอารมณ์ บทความจาก ที่นี่ดอทคอม Read more →

แปรงสีฟันแหล่งแพร่เชื้อโรค

August 17, 2010 meesara No comments

หากบอกว่าแปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่สะอาด และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคน้อยที่สุด ทันตแพทย์ส่วนใหญ่คงจะไม่เห็นด้วย แบคทีเรียสามารถเติบโตในแปรงสีฟัน ซึ่งมีแหล่งอาหารและน้ำที่เพียงพอสำหรับการเติบโต แถมยังตั้งอยู่ในห้องที่มีเชื้อโรคมากที่สุด นั่นคือห้องน้ำ อีกต่างหาก นักวิจัยพบว่า แบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัส สเต็ปฟีโลคอคคัส อินฟลูซ่า และเฮิร์ปซิมเพล็กซ์ 1 รวมทั้งเชื้อโรคอื่นๆ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในแปรงสีฟัน แม้ทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้เปลี่ยนแปรงสีฟันอย่างน้อยทุกๆ 3-4 เดือน แต่จุลชีพเล็กๆ นี้ สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่านั้น โดยแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรค สามารถแพร่จากแปรงสีฟันอันหนึ่งไปสู่อีกอันหนึ่งได้ง่าย และการใช้แปรงสีฟันร่วมกับคนอื่นก็ทำให้เกิดการติดเชื้อระหว่างผู้ใช้ได้ อย่างไรก็ตาม เพราะแบคทีเรียนั้นชอบเติบโตในที่ที่อบอุ่น มืด และชื้น ดังนั้น ทันตแพทย์จึงแนะนำให้วางแปรงสีฟันไว้ใกล้หน้าต่างห้องน้ำ “การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า ทำให้เชื้อโรคทำลายเหงือกของเราได้มากขึ้น ดังนั้นการใช้แปรงสีฟันแบบปกติที่มีขนาดเล็ก หัวแปรงสะอาด และเปลี่ยนทุกๆ 2 สัปดาห์ จะดีกว่า” ดร.อาร์ ทอม กลาส แห่งมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา กล่าว “ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันเมื่อคุณป่วย เพราะคนจำนวนมากป่วยเพราะใช้แปรงสีฟันเก่า แปรงสีฟันเป็นแหล่งเพาะพันธ์เชื้อโรคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ดังนั้น ควรเปลี่ยนแปลงให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้” ขอบคุณบทความจาก ที่นี่ดอทคอม Read more →

Statcounter

Social Networks

Youtube Vimeo Flickr Picasa Reddit Subscribe via RSS

Facebook Google+ Delicious Twitter Pinterest Linkedin

Subscribe Letters

Scroll to Top